ทำอะไร ได้อย่างนั้น
เขียนโดย Administrator   
Friday, 27 January 2012

ครั้งนี้อยากจะขอพูดถึง สิ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องได้เจอกับตัวไม่มากก็น้อย พอดีมีน้องคนหนึ่งมาปรึกษา ผมเห็นว่าเป็นอะไรที่เชื่อว่าต้องเกิดกับหลายๆคน เลยอยากที่จะมาเล่าให้ฟังกัน 

เรื่องมีอยู่่ว่า น้องเขาเจอปัญหาของการแข่งขันกันในที่ทำงาน ปัญหาของการเห็นแก่งานมากกว่า เห็นใจกัน ปัญหาของการเห็นแก่ตนเอง มากกว่าคนอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองจากประสบการณ์ที่ผมเองประสบมา เจอมาแล้วมากต่อมาก ครับ

ผมเลยบอกน้องเขาว่า ไม่ควรเก็บมาใส่ใจหรือคิดมาก เพราะใครทำอะไร ได้อย่างนั้น คิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าน้องไปคิดไม่ดีกับคนที่เขาทำไม่ดีกับเรา สุดท้ายคนที่รับผลไม่ดี ก็คือตัวเรานั่นเอง ถ้าเราไม่ใส่ใจ หรือเข้าใจในความเป็นเขา เราเองก็จะไม่เครียด ไม่กังวล และไม่ต้องรับผลไม่ดีต่างๆด้วย

เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น มีกรณีหนึ่งที่ผมเจอเองก็คือ มีคนหนึ่งที่ชอบพูดถึงคนอื่นในแง่ไม่ดี สุดท้ายแล้ว เขาคนนั้นก็กลายเป็นคนที่คนเกือบทั้งบริษัทไม่ชอบ และนำเขาไปนินทาต่างๆ นาๆ

มีคนหนึ่งก็ไปพยายามทำให้ เพื่อนร่วมงานต้องออกจากการทำงาน สุดท้ายเขาเองก็ต้องโดนให้ออกจากงานซะเอง

มีคนหนึ่งชอบใช้งานคนอื่นๆให้ทำงานหนักๆ โดยไม่คิดถึงจิตใจ มีแม้กระทั่งให้ยกเลิกนัดกับครอบครัว หรือคุณแม่ เพื่อให้อยู่ทำงานให้ สุดท้ายเขาเองก็ต้องทำงานหนักไปตลอด แถมน้องๆที่เคยช่วยกันก็ทยอยออกกันไปหมด 

ชีวิตคนเรานะครับเกิดมาจริงๆแล้ว มีอะไรมากกว่านั้น มากกว่าการได้เป็นที่หนึ่งในงาน การได้รับคำชมเชย มีคนหนึ่งครับ เขาต้องโดนหัวหน้าว่ากล่าว เพราะปกป้องงานให้น้อง ต้องถูกมองไม่ดีเพราะต้องการช่วยเหลือคนอื่นๆ สุดท้ายเขาคนนั้นก็ได้เป็น ผู้นำที่เป็นที่รักของทุกคน แถมยังสามารถนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้จนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าใครจะทำอะไร อย่างไร สุดท้าย พูดได้สั้นๆครับ ใครทำอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น 

จิตที่ไม่เศร้าโศก
เขียนโดย Administrator   
Tuesday, 08 November 2011

 

เหตุการณ์นำ้ท่วมที่พวกเราเจอกันในตอนนี้ ทำให้เราได้มาคิดกันมากขึ้นนะครับว่าชีวิตเรานั้นจริงๆแล้ว เราดำเนินชีวิตกันอย่างไร และยึดติดอะไรกันบ้าง

หลายๆคนจะต้องเจอกับปัญหาของการที่ ผู้ใหญ่ในบ้านไม่ยอมออกจากบ้าน เพราะห่วงบ้าน หลายๆคนต้องเจอกับภาวะที่ขนของออกไม่ทัน หลายๆคนต้องสูญเสียทรัพย์สินมากมายที่สร้างมาเกือบทั้งชีวิต สิ่งเหล่านี้แทบเลี่ยงไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่เราสามารถจัดการได้ก็คือ เราจะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร คนส่วนใหญ่เครียด โศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น บางคนโทษสิ่งโน้น คนนี้ แต่ผลก็คือล้วนแต่ส่งผลให้ความเศร้าโศกนั้นเพิ่มมากขึ้น และก็เครียด บางคนถึงขึ้นต้องล้มป่วย ซึ่งเป็นผลเสียด้วยกันทั้งนั้น

มีบางท่านที่เข้าใจ และเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ด้วยจิตที่ไม่เศร้าโศก สามารถปรับจิตใจให้เข้ากับสถานการณ์ เข้ากับสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้น ท่านเหล่านั้นก็จะสามารถยืนอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าท่านอื่นๆ

ถ้าเรามองลึกลงไปเราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เราเห็นเป็นเหตุมาจาก ความยึดติด กับสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรา เราทุกคนพยายามอยากมากที่จะไขว้คว้า สิ่งต่างๆ ทรัพย์สิน เงินทอง คนรัก ครอบครัว พี่น้อง พ่อแม่ ถ้าเราละความยึดติดเหล่านั้นได้ เราก็จะสามารถหลุดพ้นจากจิตที่เศร้าโศกได้ง่ายขึ้น

 

ถ้าเรามองลึกลงไปอีกชั้นจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการสะสมความเคยชิน จนเป็นธรรมชาติของเรา จากผลการวิจัยบอกว่า คนเราใช้เวลา 10,000 ชั่วโมง ที่จะเป็นผู้เขี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเปรียบเทียบได้เท่ากับ 10 ปี ซึ่งเราได้เกิดมาแล้วไม่รู้กี่ชาติอยู่มาไม่รู้กี่ร้อย กี่พันปี ดังนั้นเราเองถือว่าเป็นยิ่งกว่าผู้เชียวชาญด้านการยึดติด 

ถ้าเรามองลึกลงไปอีก ความเศร้าโศก ความยึดติด ความเคยชิน ความเชี่ยวชาญ นั้นล้วนมาจากความไม่รู้ หรือที่เราเรียกว่า โมหะ นั่นเอง ความไม่รู้ว่า ธรรมชาติจริงๆแล้วเป็นอย่างไร คนเราเกิดมาจากอะไร อะไรคือบุญ อะไรคือบาป อะไรคือการหลุดพ้น อะไรคือสิ่งที่เราต้องไขว่คว้ากันจริงๆ ซึ่งคำตอบเหล่านี้อยู่ในคำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามีเวลาอยากให้พวกเราลองศึกษากันบ้างนะครับ เพราะว่าสามารถช่วยในการดำเนินชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี ถ้าใครศึกษาได้มากก็จะเข้าใจความเป็นจริงได้มาก และก็สามารถใช้ชีวิต ในทางที่ถูก และอย่างไม่ทุกข์ ได้มากกว่าคนอื่นๆ

ปฏิบัติวิปัสสนาแล้วได้อะไร
เขียนโดย Administrator   
Tuesday, 09 November 2010

ก่อนที่พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คนที่อยู่ในศีล ก็มีอยู่แล้วในโลกนี้
คนที่ให้ทาน ชอบทำบุญก็มีอยู่ แถมสมัยก่อนคนที่ทำสมาธิเก่งๆ ได้สมาบัติ
เหาะเหินเดินอากาศก็มีอยู่ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ไม่มี และก็ไม่มีทางมีได้เลยก็คือ
วิปัสสนานี่แหละครับ สมัยนั้นไม่มีใครเลยที่จะได้ปฏิบัติกุศลแบบนี้
นิพพานยิ่งไม่เห็นเลย คนที่ทำได้เต็มที่ก็ได้ฌาน ตายไปก็ไปเกิดเป็นพรหมแต่ก็ไม่ถึงพระนิพพาน

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว
จึงได้ประกาศกุศลอย่างนี้ให้คนได้รับรู้ ได้ปฏิบัติ เส้นทางไปนิพพานจึงได้ปรากฏขึ้นในโลก
จะเห็นได้ว่า วิปัสสนานั้นเปรียบเสมือนกับหัวใจของพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่รักษาหัวใจของพระพุทธศาสนาให้ดี


 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>